ระบบหลังร้านสำหรับธุรกิจบริการ: วันที่ทุกคำถามต้องรอเจ้าของคนเดียว
สองทุ่ม เจ้าของร้านเพิ่งได้นั่งกินข้าว แต่โทรศัพท์สั่นไม่หยุด เพราะทุกคำถามในร้านต้องรอคนคนเดียวตอบ วันนั้นแหละคือวันที่ร้านต้องมีระบบหลังร้าน และนี่คือวิธีเริ่มทีละเรื่อง

สรุปสั้น
- ธุรกิจบริการควรเริ่มมีระบบหลังร้านเมื่อพนักงานต้องรอเจ้าของตอบเรื่องคิว ลูกค้า หรือเงิน แทบทุกเรื่อง
- ระบบหลังร้านของร้านบริการส่วนใหญ่มี 4 เรื่องหลัก คือ คิว ข้อมูลลูกค้า เงินที่รับล่วงหน้า และตารางงานของทีม
- ร้านที่รับงานตามนัดส่วนใหญ่ควรเริ่มจากระบบจองคิว เพราะคำถามว่าว่างไหมเป็นข้อความที่เข้ามามากที่สุด
- มัดจำและแพ็กเกจควรผูกกับคิวหรือชื่อลูกค้าตั้งแต่ตอนรับเงิน เพื่อให้ใครก็ตรวจได้โดยไม่ต้องหาสลิปในแชท
- ทำทีละระบบ ให้ทีมใช้จนชินก่อนขยับไปเรื่องถัดไป ได้ผลกว่าเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน
สองทุ่มวันพุธ เจ้าของร้านนวดเพิ่งได้นั่งกินข้าวกับลูกเป็นมื้อแรกของวัน โทรศัพท์วางคว่ำไว้ข้างจาน แต่สั่นไม่หยุด
ข้อความแรกจากพนักงาน "พี่คะ พรุ่งนี้คุณเมย์จองไว้กี่โมงนะคะ" ข้อความที่สองจากลูกค้าใน LINE "พรุ่งนี้บ่ายว่างไหมคะ" ข้อความที่สามจากพนักงานอีกคน "ลูกค้าที่แพ้น้ำมันตะไคร้ คือคุณนิดหรือคุณหน่อยคะ"
ทุกคำถามมีคำตอบ แต่คำตอบอยู่ที่เดียว คือในหัวกับในโทรศัพท์ของเจ้าของร้าน ข้าวมื้อนั้นเลยเย็นชืดเหมือนทุกวัน
ร้านแบบนี้ไม่ได้ขาดลูกค้า ลูกค้ามีเยอะด้วยซ้ำ ปัญหาคือทุกเรื่องในร้านต้องวิ่งผ่านคนคนเดียว และวันที่ร้านต้องมีระบบหลังร้าน ไม่ได้มาพร้อมยอดขายตัวเลขไหน มันมาถึงตอนที่เจ้าของกลายเป็นคอขวดของทุกเรื่องแบบนี้
สัญญาณว่าร้านต้องมีระบบ คือคำถามที่ต้องรอเจ้าของตอบ
ลองนับดูสักวัน ว่ามีกี่ครั้งที่พนักงานต้องหยุดงานแล้วมาถามเจ้าของ คิวพรุ่งนี้ใครจอง ลูกค้าคนนี้จ่ายมัดจำแล้วหรือยัง แพ็กเกจของคุณเอเหลืออีกกี่ครั้ง ใครเข้ากะวันอาทิตย์
ถ้าคำตอบส่วนใหญ่ต้องรอเจ้าของ ร้านจะโตได้เท่าที่เจ้าของคนเดียวตอบไหว จ้างหมอนวดเพิ่มอีกสองคนก็ไม่ได้ช่วย เพราะคำถามเพิ่มตาม เปิดสาขาสองยิ่งหนัก เพราะเจ้าของอยู่ได้ทีละที่
มีคำถามข้อเดียวที่บอกได้ชัดกว่าตัวเลขยอดขาย ถ้าพรุ่งนี้เจ้าของปิดโทรศัพท์ทั้งวัน ร้านยังเปิดได้ตามปกติไหม ถ้าคำตอบที่ซื่อสัตย์คือ "คงวุ่นแน่" นั่นคือสัญญาณ
ระบบหลังร้าน คือการย้ายของออกจากหัวเจ้าของ
คำว่าระบบหลังร้านฟังดูใหญ่ เหมือนต้องซื้อโปรแกรมแพง ๆ แต่ถ้ามองจากร้านจริง มันคือการเอาสิ่งที่เจ้าของจำไว้คนเดียว ไปไว้ในที่ที่คนในร้านเปิดดูเองได้
ร้านบริการส่วนใหญ่มีของที่อยู่ในหัวเจ้าของไม่กี่กอง กองแรกคือคิว ใครจองวันไหน กับใคร กองที่สองคือลูกค้า แต่ละคนชอบอะไร แพ้อะไร เคยทำอะไรไปแล้ว กองที่สามคือเงิน มัดจำก้อนไหนเป็นของคิวไหน แพ็กเกจของใครเหลือกี่ครั้ง และกองสุดท้ายคือทีม ใครทำงานวันไหน
บางกองย้ายไปไว้ในสมุดเล่มเดียวที่เคาน์เตอร์ก็พอ บางกองต้องเป็นระบบที่ลูกค้าเข้ามาใช้เองได้ด้วย คำถามที่ควรถามก่อนจึงเป็นว่า กองไหนทำให้เจ้าของโดนถามบ่อยที่สุด
เริ่มจากคิว เพราะเป็นเรื่องที่ถูกถามบ่อยที่สุด
ในร้านที่รับงานตามนัด ข้อความที่เข้ามามากที่สุดเกือบทุกร้านคือ "ว่างไหม" ลองคิดเลขกับร้านสมมติ วันหนึ่งมีข้อความเข้ามา 40 ข้อความ ในนั้น 25 ข้อความเป็นการถามคิว ตอบข้อความละ 2 นาที ก็เท่ากับเกือบชั่วโมงทุกวัน ที่เจ้าของต้องเปิดตารางดูแล้วพิมพ์ตอบทีละคน
ถ้าลูกค้าเห็นเวลาว่างเองแล้วกดจองได้เลย ชั่วโมงนั้นก็คืนมา และพนักงานก็เลิกถามว่าพรุ่งนี้ใครจองกี่โมง เพราะเปิดดูได้เอง
แต่ระบบจองคิวที่ใช้ได้จริงต้องรู้จักร้านมากกว่าปฏิทิน ต้องรู้ว่าบริการไหนใช้เวลาเท่าไหร่ ใครทำอะไรได้ และมีกี่เตียง เรื่องนี้เราเขียนแยกไว้ในระบบจองคิวออนไลน์ เลือกยังไง ส่วนถ้าปัญหาของร้านคือลูกค้าจองแล้วไม่มา อ่านต่อได้ที่ลูกค้าจองคิวแล้วไม่มา
ประวัติลูกค้าที่อยู่ในแชท ต้องย้ายมาอยู่ที่ที่ทีมเห็น
ข้อความ "ลูกค้าที่แพ้น้ำมันตะไคร้คือใคร" ตอนสองทุ่ม ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าพนักงานเดาผิดแล้วหยิบขวดผิด มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
ร้านส่วนใหญ่มีข้อมูลลูกค้าอยู่แล้ว แค่มันกระจายอยู่ในแชท LINE สมุดหน้าร้าน และความจำของพนักงานแต่ละคน วันที่พนักงานคนนั้นลาออก ความจำนั้นก็ออกไปด้วย
พอเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ที่เดียว มีชื่อ เบอร์ บริการที่เคยทำ และหมายเหตุสั้น ๆ อย่างเรื่องที่แพ้ ใครก็ตามที่รับลูกค้าคนนั้นก็ทำงานได้เหมือนเจ้าของยืนอยู่ข้าง ๆ และเมื่อเริ่มเก็บข้อมูลของคน ก็ต้องเก็บให้ถูกหลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย อ่านต่อได้ที่เก็บข้อมูลลูกค้ายังไงให้ใช้ต่อได้และถูก PDPA
เงินที่รับไว้ล่วงหน้า ต้องตรวจได้โดยไม่ต้องไล่สลิปในแชท
มัดจำกับแพ็กเกจเป็นเงินที่ร้านรับมาก่อนให้บริการ และเป็นเรื่องที่ทำให้เจ้าของเหนื่อยแบบเงียบ ๆ ลูกค้าโอนมัดจำแล้วส่งสลิปในแชท อีกสามวันมาถึงร้าน พนักงานต้องโทรถามเจ้าของว่าคนนี้จ่ายแล้วหรือยัง เจ้าของก็ต้องเลื่อนแชทย้อนหาสลิป
แพ็กเกจก็เหมือนกัน ลูกค้าซื้อนวดสิบครั้ง ใช้ไปแล้วกี่ครั้งจดไว้ที่ไหน ถ้าตัวเลขของร้านกับที่ลูกค้าจำไม่ตรงกัน ร้านมักต้องยอมเสียไปหนึ่งครั้งเพื่อรักษาน้ำใจ
ร้านที่ไม่ปวดหัวเรื่องนี้ผูกเงินทุกก้อนไว้กับคิวหรือกับชื่อลูกค้าตั้งแต่ตอนรับ ใครเปิดดูก็รู้เลยว่าจ่ายแล้วหรือยัง เหลืออีกกี่ครั้ง ถ้ากำลังคิดว่าควรเก็บมัดจำไหม อ่านต่อที่ควรเก็บมัดจำตอนลูกค้าจองคิวไหม และถ้ากำลังคิดเรื่องบัตรสมาชิกกับแต้มสะสม เราเขียนไว้ที่สมาชิกและแต้มสะสม ทำแล้วลูกค้ากลับมาจริงไหม
ไม่ต้องทำทุกระบบพร้อมกัน เริ่มจากเรื่องที่โดนถามบ่อยที่สุด
ความผิดพลาดที่เจอบ่อยคือพอตัดสินใจจะมีระบบ ก็อยากได้ทุกอย่างในทีเดียว จองคิว สมาชิก แต้ม สต๊อก เงินเดือน สุดท้ายไม่มีอะไรถูกใช้จริงสักอย่าง เพราะทีมเปลี่ยนวิธีทำงานหลายเรื่องพร้อมกันไม่ไหว
วิธีที่ง่ายกว่าคือจดไว้หนึ่งสัปดาห์ ทุกครั้งที่มีคนถามเจ้าของ ให้ขีดไว้ว่าเป็นเรื่องอะไร
- เรื่องคิว ใครจอง ว่างไหม เลื่อนได้ไหม
- เรื่องลูกค้า คนนี้เคยทำอะไร แพ้อะไร ชอบใคร
- เรื่องเงิน จ่ายแล้วหรือยัง แพ็กเกจเหลือเท่าไหร่
- เรื่องทีม ใครเข้ากะ ใครลา
กองไหนขีดเยอะที่สุด ทำกองนั้นก่อน ให้ทีมใช้จนชินสักเดือน แล้วค่อยขยับไปกองถัดไป
ถ้าไม่อยากนั่งเลือกและตั้งค่าเอง woowey ทำเว็บไซต์กับระบบจองคิวให้ร้านแบบรายเดือน ลูกค้าเลือกสาขา คน และเวลาเองได้ ได้ข้อความเตือนนัดทาง LINE และรายชื่อลูกค้าถูกเก็บไว้ที่เดียว ร้านแค่บอกเราว่าทำงานยังไง ที่เหลือเราจัดการให้ ดูแพ็กได้ที่หน้าราคา
สองทุ่มวันพุธครั้งหน้า โทรศัพท์อาจยังสั่นอยู่บ้าง แต่คิวพรุ่งนี้กับเรื่องน้ำมันตะไคร้ พนักงานเปิดดูเองได้แล้ว และข้าวจานนั้นน่าจะยังอุ่นอยู่
คำถามที่พบบ่อย
ระบบหลังร้านคืออะไร
ระบบหลังร้านคือวิธีเก็บและจัดการเรื่องที่ลูกค้าไม่เห็น เช่น คิว ข้อมูลลูกค้า มัดจำ แพ็กเกจ และตารางงานของพนักงาน ให้อยู่ในที่ที่ทุกคนในร้านเปิดดูได้ โดยไม่ต้องรอถามเจ้าของ
ร้านเล็กจำเป็นต้องมีระบบหลังร้านไหม
ถ้าเจ้าของตอบทุกเรื่องเองไหวและหยุดได้โดยร้านไม่วุ่น ยังไม่จำเป็น แต่ถ้าพนักงานต้องรอเจ้าของตอบแทบทุกเรื่อง ควรเริ่มจากระบบที่ลดคำถามได้มากที่สุดก่อน
ธุรกิจบริการควรทำระบบอะไรก่อน
ร้านที่รับงานตามนัดส่วนใหญ่ควรเริ่มจากระบบจองคิว เพราะเป็นเรื่องที่ถูกถามบ่อยที่สุด จากนั้นค่อยต่อด้วยข้อมูลลูกค้า และการติดตามมัดจำหรือแพ็กเกจ
ระบบหลังร้านต้องใช้โปรแกรมแพงไหม
ไม่เสมอไป บางเรื่องใช้สมุดเล่มเดียวหรือไฟล์ที่ทีมเปิดดูร่วมกันก็พอ ส่วนระบบที่ลูกค้าใช้เอง เช่น จองคิวออนไลน์ ค่อยลงทุนเมื่อจำนวนคิวเกินกว่าที่ตอบด้วยมือไหว
ทีม woowey
ทีมที่ทำเว็บและระบบให้ธุรกิจ
เราทำเว็บไซต์ ระบบจองคิว ร้านค้าออนไลน์ และระบบหลังบ้านให้ธุรกิจไทย แล้วดูแลต่อทุกเดือน บทความในนี้มาจากสิ่งที่เราเจอจริงตอนทำงานกับร้านต่าง ๆ
อยากให้ร้านคุณมีแบบนี้ไหม บอกเรา
พิมพ์สิ่งที่อยากได้ได้เลย ทีม woowey ทำเว็บและระบบให้ แล้วดูแลต่อทุกเดือน
อ่านต่อ
ระบบหลังร้านเก็บข้อมูลลูกค้ายังไงให้ใช้ต่อได้และถูก PDPA: รายชื่อที่กระจายอยู่ห้าที่ ใช้อะไรไม่ได้
เจ้าของร้านอยากทักลูกค้าที่หายไปสามเดือน แต่รายชื่ออยู่ในสมุด แชท LINE ไฟล์ของพนักงานเก่า และมือถือของอีกหลายคน สองชั่วโมงผ่านไปได้มาสี่สิบชื่อ และไม่แน่ใจสักชื่อว่าส่งไปได้ไหม
ระบบหลังร้านลูกค้าจองคิวแล้วไม่มา: คิวว่างที่ร้านเสียเงินไปโดยไม่รู้ตัว
บ่ายสองวันเสาร์ คิวที่ดีที่สุดของสัปดาห์ ลูกค้าไม่มา ไม่ทัก เรื่องที่ร้านรับนัดแทบทุกร้านเคยเจอ ทำไมมันเกิด เงินหายไปเท่าไหร่ และร้านที่ไม่ค่อยเจอปัญหานี้ทำอะไรต่างออกไป
ระบบหลังร้านระบบจองคิวออนไลน์ เลือกยังไง: ต้องคิดแบบร้าน ไม่ใช่แบบปฏิทิน
ศุกร์หนึ่งทุ่ม ลูกค้าสองคนจองนวดน้ำมันเวลาเดียวกัน ระบบรับทั้งคู่ แต่ร้านเหลือหมอนวดน้ำมันว่างอยู่คนเดียว ระบบจองคิวที่ดีต้องรู้เรื่องแบบนี้ และนี่คือวิธีดูว่าระบบไหนรู้