ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
บอกเรา
ระบบหลังร้าน

ควรเก็บมัดจำตอนลูกค้าจองคิวไหม: มัดจำคือข้อตกลง ไม่ใช่บทลงโทษ

ห้าทุ่มคืนวันอาทิตย์ หลังลูกค้าเบี้ยวนัดเป็นรายที่สามของสัปดาห์ เจ้าของร้านพิมพ์ประกาศเก็บมัดจำทุกคิว ประกาศนั้นแก้ปัญหาได้ แต่ก็สร้างปัญหาใหม่ที่หลายร้านไม่ทันคิด

ทีม woowey · อ่าน 10 นาที
ลูกค้าจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ร้าน พนักงานยิ้มรับ
ภาพ: Christiann Koepke / Unsplash

สรุปสั้น

  • มัดจำได้ผลดีที่สุดเมื่อเขียนเป็นข้อตกลงที่บอกเหตุผลและบอกว่าลูกค้าได้อะไร มากกว่าประกาศลงโทษคนเบี้ยวนัด
  • คิวที่ควรเก็บมัดจำคือคิวที่ร้านต้องเตรียมของเฉพาะคน คิวยาวที่หาคนแทนไม่ทัน และคิวกลุ่ม
  • มัดจำควรหักจากค่าบริการเสมอ เช่น ทรีตเมนต์ 1,800 บาท มัดจำ 300 บาท วันที่มาจ่ายอีก 1,500 บาท
  • กติกามัดจำควรครบในข้อความเดียว ทั้งยอด การหัก เส้นตายการเลื่อน กรณีไม่มา และกรณีที่ร้านยกเลิกเอง
  • เมื่อลูกค้ามีเหตุจำเป็น การย้ายมัดจำไปคิวใหม่ภายในเวลาที่กำหนด รักษาได้ทั้งเงินของร้านและความสัมพันธ์กับลูกค้า

ห้าทุ่มคืนวันอาทิตย์ เจ้าของร้านทำหน้าเล็ก ๆ ร้านหนึ่งนั่งพิมพ์โพสต์ลงเพจ สัปดาห์นี้มีลูกค้าจองแล้วไม่มาเป็นรายที่สาม ทุกรายเป็นคิวทรีตเมนต์ชั่วโมงครึ่ง

"แจ้งลูกค้าทุกท่าน เนื่องจากมีลูกค้าจองแล้วไม่มาบ่อยครั้ง ต่อไปนี้ทางร้านขอเก็บมัดจำทุกคิว ไม่มาไม่คืนทุกกรณี" กดโพสต์แล้วรู้สึกโล่งไปพักหนึ่ง

เช้าวันจันทร์ ลูกค้าประจำที่มาทุกเดือนมาสามปีทักมาว่า "ต้องโอนก่อนแล้วเหรอคะ" อีกคนกดหัวใจแตกไว้ใต้โพสต์ ส่วนลูกค้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเจอเพจเป็นครั้งแรก ไม่มีใครทักมาเลย

เรื่องมัดจำในร้านบริการมักเริ่มแบบนี้ เริ่มจากความโกรธ แล้วออกมาเป็นบทลงโทษ ทั้งที่มัดจำที่ได้ผลจริงทำงานอีกแบบ มันคือข้อตกลงระหว่างร้านกับลูกค้า ว่าทั้งสองฝ่ายจะรักษาเวลานี้ไว้ให้กัน

มัดจำที่เขียนตอนโกรธ ลูกค้าอ่านออก

ลองอ่านประกาศข้างบนจากมุมลูกค้า มันไม่ได้บอกว่าร้านจะทำอะไรให้ มันบอกแค่ว่าร้านไม่ไว้ใจ และคนที่อ่านคือลูกค้าที่มาตรงเวลามาตลอด ไม่ใช่คนที่เบี้ยว

เทียบกับอีกแบบ "คิวทรีตเมนต์ 90 นาที ร้านขอมัดจำ 300 บาท หักจากค่าบริการวันที่มา เลื่อนได้ถ้าบอกก่อน 24 ชั่วโมง เราจองห้องและเตรียมผลิตภัณฑ์ไว้ให้คุณโดยเฉพาะ" เงินเท่ากัน กติกาแทบเหมือนกัน แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าร้านกำลังกันเวลาไว้ให้ ไม่ได้กำลังจับผิด

ความต่างอยู่ที่แบบหลังบอกเหตุผล และบอกว่าลูกค้าได้อะไร ลูกค้าส่วนใหญ่ยินดีวางเงินเพื่อรักษาที่ของตัวเอง แต่ไม่มีใครอยากวางเงินเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่คนเบี้ยว

คิวไหนควรมีมัดจำ ดูจากสิ่งที่ร้านต้องเตรียมไว้ให้

คำถามที่ช่วยตัดสินได้ง่ายที่สุดคือ ถ้าลูกค้าคนนี้ไม่มา ร้านเสียอะไรไปบ้างนอกจากเวลา

คิวที่ต้องเตรียมของเฉพาะคน สีผมที่ผสมไว้แล้ว ผลิตภัณฑ์ที่เปิดแล้วใช้ได้ครั้งเดียว หรือคิวที่ร้านต้องสั่งของมาก่อน ลูกค้าไม่มาเท่ากับร้านเสียของจริง มัดจำจึงมีเหตุผลชัด

คิวที่ยาวและหาคนแทนไม่ทัน ทรีตเมนต์สองชั่วโมงตอนบ่ายวันเสาร์ ถ้าว่างกะทันหัน แทบหาคนมาเติมไม่ได้ ต่างจากนวดเท้าครึ่งชั่วโมงที่ยังมีลูกค้า walk-in เดินเข้ามาแทนได้

คิวกลุ่ม เพื่อนห้าคนจองนวดพร้อมกัน ร้านต้องกันหมอนวดไว้ห้าคน ถ้ายกเลิกทั้งกลุ่ม ครึ่งวันของร้านก็หายไปด้วย

ส่วนลูกค้าประจำที่มาตรงเวลามาตลอด หลายร้านเลือกไม่เก็บ หรือเก็บเฉพาะคิวช่วงที่คนแย่งกัน การเก็บมัดจำกับทุกคนเท่ากันฟังดูยุติธรรม แต่คนที่รู้สึกแย่ที่สุดมักเป็นลูกค้าที่ดีที่สุดของร้าน

มัดจำเท่าไหร่ถึงพอดี

มัดจำที่น้อยเกินไปไม่มีน้ำหนัก เสียห้าสิบบาทก็ไม่มีใครคิดมาก มัดจำที่มากเกินไปทำให้ลูกค้าใหม่ไม่กล้าจอง จุดที่ร้านส่วนใหญ่ใช้ได้ดีคือพอให้รู้สึกว่าตกลงกันแล้ว แต่ไม่หนักจนต้องนั่งคิดนาน

ลองคิดกับร้านสมมติ ทรีตเมนต์หน้าราคา 1,800 บาท เก็บมัดจำ 300 บาท วันที่มาลูกค้าจ่ายอีก 1,500 บาท รวมแล้วเท่าเดิม ถ้าวันไหนลูกค้าไม่มาโดยไม่บอก ร้านมี 300 บาทไว้ชดเชยของที่เตรียมไว้ ได้คืนไม่ครบทั้งคิว แต่ก็ไม่ได้เสียเปล่า

สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขคือมัดจำต้องหักจากค่าบริการเสมอ ถ้ามัดจำกลายเป็นเงินที่ต้องจ่ายเพิ่ม ลูกค้าจะรู้สึกว่าถูกเก็บค่าจอง ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย

กติกาที่ดี ลูกค้าอ่านจบในข้อความเดียว

กติกามัดจำที่ลูกค้าไม่ได้อ่านก่อนจอง จะกลายเป็นเรื่องทะเลาะในวันที่มีปัญหา ร้านที่ไม่ค่อยมีเรื่องจะส่งกติกาไปพร้อมข้อความยืนยันนัด สั้นพอที่จะอ่านจบบนจอเดียว และบอกครบว่ามัดจำเท่าไหร่ หักจากอะไร เลื่อนได้ถึงเมื่อไหร่ ถ้าไม่มาจะเป็นยังไง

มีอีกบรรทัดที่ร้านมักลืมเขียน คือถ้าร้านเป็นฝ่ายยกเลิกจะเป็นยังไง พนักงานป่วย ไฟดับ น้ำท่วม ร้านคืนมัดจำเต็มจำนวน บรรทัดนี้แหละที่ทำให้กติกาทั้งหมดอ่านแล้วเป็นข้อตกลงของสองฝ่ายจริง ๆ

ตัวอย่างข้อความ (ชื่อสมมติ): กติกามัดจำครบในข้อความยืนยันนัดข้อความเดียว รวมถึงสิ่งที่ร้านรับปากกับลูกค้าด้วย

วันที่ลูกค้าขอคืนมัดจำ คือวันที่กติกาถูกทดสอบ

วันหนึ่งจะมีลูกค้าทักมาตอนเช้าวันนัดว่าลูกไม่สบาย มาไม่ได้ ขอคืนมัดจำได้ไหม ตามกติกาคือไม่คืน เพราะบอกไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ถ้าตอบไปแบบนั้นตรง ๆ ร้านอาจถูกต้อง และเสียลูกค้าไปพร้อมกัน

ทางที่หลายร้านใช้คือย้ายมัดจำไปคิวใหม่แทนการยึด "ไม่เป็นไรค่ะ เก็บมัดจำไว้ให้ก่อนนะคะ สะดวกวันไหนบอกได้เลย ภายในเดือนนี้ค่ะ" ลูกค้ายังผูกพันกับร้าน ร้านไม่เสียเงิน และกติกาก็ยังอยู่

สิ่งที่ต้องระวังคือความลักลั่น ถ้าพนักงานคนหนึ่งยอมย้ายให้ แต่อีกคนยึด ลูกค้าคุยกันแล้วก็รู้ ร้านควรตกลงกันไว้ก่อนว่ากรณีแบบไหนย้ายได้ ย้ายได้ภายในกี่วัน และใครเป็นคนตัดสินเมื่อไม่แน่ใจ

มัดจำที่รับมา ต้องรู้ได้ทันทีว่าเป็นของคิวไหน

ร้านที่รับมัดจำด้วยการโอนแล้วส่งสลิปในแชท จะเจอปัญหาเดียวกันเมื่อคิวเยอะขึ้น ลูกค้ามาถึงร้าน พนักงานไม่รู้ว่าจ่ายแล้วหรือยัง ต้องไล่หาสลิปย้อนหลังหลายวัน หรือโทรถามเจ้าของ

วิธีง่ายที่สุดคือจดมัดจำไว้ที่คิวนั้นตั้งแต่ได้รับ จ่ายเท่าไหร่ วันไหน ใครเป็นคนรับ จะจดในสมุดนัดหรือในระบบจองคิวก็ได้ ขอแค่ให้อยู่ที่เดียวกับคิว ใครเปิดดูก็รู้ เรื่องนี้เป็นหนึ่งในงานที่เราเขียนถึงในระบบหลังร้านที่ธุรกิจบริการควรมี

และอย่าลืมว่ามัดจำเป็นด่านสุดท้าย ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ไม่มาคือคนที่ลืมหรือเกรงใจไม่กล้าขอเลื่อน ซึ่งแก้ได้ด้วยการเตือนนัดและปุ่มเลื่อนนัด อ่านต่อได้ที่ลูกค้าจองคิวแล้วไม่มา

ร้านที่ทำระบบจองคิวกับ woowey ตั้งให้ลูกค้าโอนมัดจำแล้วแนบสลิปตอนจองได้ ภายในเวลาที่ร้านกำหนด และลูกค้าได้ข้อความเตือนนัดทาง LINE พร้อมกดเลื่อนคิวเองได้ คนที่ติดธุระจึงเลื่อนได้ก่อนถึงเส้นตาย แทนที่จะหายไปจนเรื่องต้องไปจบที่มัดจำ

ถ้าเจ้าของร้านคนนั้นได้เขียนประกาศใหม่ คงไม่ต้องขึ้นต้นด้วยคำว่าเนื่องจากมีลูกค้าเบี้ยวนัด แค่บอกว่าเรากันเวลานี้ไว้ให้คุณ มัดจำเท่านี้ หักจากค่าบริการ เลื่อนได้ถ้าบอกก่อน และถ้าร้านยกเลิกเอง เราคืนให้ทั้งหมด ลูกค้าประจำที่มาสามปีคนนั้นก็คงไม่ต้องทักมาถามด้วยความน้อยใจ

คำถามที่พบบ่อย

ร้านควรเก็บมัดจำจองคิวเท่าไหร่

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ควรมากพอให้ลูกค้ารู้สึกว่าตกลงกันแล้ว และไม่มากจนลูกค้าใหม่ลังเล หลายร้านเก็บเป็นยอดคงที่ที่เป็นส่วนหนึ่งของราคาบริการ และหักจากค่าบริการวันที่มาเสมอ

ลูกค้าไม่มาตามนัด ควรคืนมัดจำไหม

ขึ้นกับกติกาที่แจ้งไว้ตอนจอง ถ้าลูกค้าไม่มาโดยไม่บอก ร้านส่วนใหญ่ไม่คืน แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นและบอกมาก่อน การย้ายมัดจำไปคิวใหม่มักเป็นทางที่ดีกว่าการยึด

เก็บมัดจำแล้วลูกค้าจะหนีไหม

ลูกค้าใหม่บางคนอาจลังเล ถ้ามัดจำสูงเกินไปหรือประกาศด้วยน้ำเสียงลงโทษ ถ้าเก็บเฉพาะคิวที่จำเป็น หักจากค่าบริการ และบอกเหตุผลชัด ลูกค้าส่วนใหญ่ยอมรับได้

ถ้าร้านยกเลิกนัดเอง ต้องคืนมัดจำไหม

ควรคืนเต็มจำนวน หรือให้ลูกค้าเลือกย้ายไปคิวใหม่ และควรเขียนข้อนี้ไว้ในกติกาตั้งแต่แรก ลูกค้าจะเห็นว่ามัดจำเป็นข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายรักษา

ทีม woowey

ทีมที่ทำเว็บและระบบให้ธุรกิจ

เราทำเว็บไซต์ ระบบจองคิว ร้านค้าออนไลน์ และระบบหลังบ้านให้ธุรกิจไทย แล้วดูแลต่อทุกเดือน บทความในนี้มาจากสิ่งที่เราเจอจริงตอนทำงานกับร้านต่าง ๆ

อยากให้ร้านคุณมีแบบนี้ไหม บอกเรา

พิมพ์สิ่งที่อยากได้ได้เลย ทีม woowey ทำเว็บและระบบให้ แล้วดูแลต่อทุกเดือน

กดเพื่อส่ง หรือลากออกแล้วปล่อย
ลูกค้านั่งดูโทรศัพท์อยู่ในร้านเสริมสวยระบบหลังร้าน
อ่าน 7 นาที

ลูกค้าจองคิวแล้วไม่มา: คิวว่างที่ร้านเสียเงินไปโดยไม่รู้ตัว

บ่ายสองวันเสาร์ คิวที่ดีที่สุดของสัปดาห์ ลูกค้าไม่มา ไม่ทัก เรื่องที่ร้านรับนัดแทบทุกร้านเคยเจอ ทำไมมันเกิด เงินหายไปเท่าไหร่ และร้านที่ไม่ค่อยเจอปัญหานี้ทำอะไรต่างออกไป

ห้องนวดที่จัดเตียงไว้รอลูกค้าระบบหลังร้าน
อ่าน 9 นาที

ระบบจองคิวออนไลน์ เลือกยังไง: ต้องคิดแบบร้าน ไม่ใช่แบบปฏิทิน

ศุกร์หนึ่งทุ่ม ลูกค้าสองคนจองนวดน้ำมันเวลาเดียวกัน ระบบรับทั้งคู่ แต่ร้านเหลือหมอนวดน้ำมันว่างอยู่คนเดียว ระบบจองคิวที่ดีต้องรู้เรื่องแบบนี้ และนี่คือวิธีดูว่าระบบไหนรู้

สมาชิกออกกำลังกายกันเป็นกลุ่มในยิมระบบหลังร้าน
อ่าน 9 นาที

สมาชิกและแต้มสะสม ทำแล้วลูกค้ากลับมาจริงไหม: สิ่งที่ดึงลูกค้ากลับมาคือร้านที่จำเขาได้

ลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์มีบัตรสะสมแต้มสองร้อยใบ เกือบทุกใบมีตราประทับสองดวง ส่วนสตูดิโอโยคะเล็ก ๆ ถนนเดียวกันไม่มีบัตรสักใบ แต่ลูกค้ากลับไปทุกสัปดาห์ เพราะครูจำได้ว่าไหล่ซ้ายของเธอตึง