สมาชิกและแต้มสะสม ทำแล้วลูกค้ากลับมาจริงไหม: สิ่งที่ดึงลูกค้ากลับมาคือร้านที่จำเขาได้
ลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์มีบัตรสะสมแต้มสองร้อยใบ เกือบทุกใบมีตราประทับสองดวง ส่วนสตูดิโอโยคะเล็ก ๆ ถนนเดียวกันไม่มีบัตรสักใบ แต่ลูกค้ากลับไปทุกสัปดาห์ เพราะครูจำได้ว่าไหล่ซ้ายของเธอตึง

สรุปสั้น
- แต้มสะสมได้ผลกับสินค้าที่ซื้อบ่อย แต่ร้านบริการที่ลูกค้ามาราวเดือนละครั้ง รางวัลในครั้งที่สิบอยู่ไกลเกินกว่าจะมีผลกับการตัดสินใจ
- ลูกค้าร้านบริการกลับมาเพราะรู้สึกว่าร้านจำเขาได้ เช่น เรียกชื่อถูก รู้ว่าชอบอะไร และจำได้ว่าครั้งก่อนเป็นยังไง
- ระบบสมาชิกที่ลูกค้ารู้สึกคุ้มมักให้ความสะดวก เช่น ไม่ต้องจ่ายทุกครั้ง ได้จองก่อน และรู้ว่าแพ็กเหลือกี่ครั้ง
- ถ้าจะทำแต้มสะสม ให้รางวัลแรกมาถึงในครั้งที่สามถึงห้า ใช้รางวัลที่เป็นประสบการณ์ และผูกแต้มกับเบอร์โทรแทนบัตรกระดาษ
- สิ่งที่ร้านรู้เกี่ยวกับลูกค้าแต่ละคนควรจดไว้กับชื่อลูกค้า ลูกค้าจะได้ไม่หายไปพร้อมพนักงานที่ลาออก
ในลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์ของร้านทำผมร้านหนึ่ง มีบัตรสะสมแต้มอยู่ราวสองร้อยใบ ร้านพิมพ์มาตั้งแต่ตอนเปิดร้าน ทำผมครบสิบครั้งได้ทรีตเมนต์ฟรีหนึ่งครั้ง เกือบทุกใบมีตราประทับแค่สองหรือสามดวง
บัตรพวกนี้ไม่ได้อยู่กับลูกค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่พูดเหมือนกันว่า "บัตรอยู่ที่บ้าน ลืมเอามา" ร้านก็เลยเก็บไว้ให้ บางครั้งก็ออกใบใหม่ให้คนเดิมซ้ำ เพราะหาใบเก่าไม่เจอ
ถนนเดียวกัน ถัดไปไม่กี่ห้อง มีสตูดิโอโยคะเล็ก ๆ ที่ไม่มีบัตรสะสมแต้มสักใบ แต่ลูกค้าคนหนึ่งไปทุกเช้าวันเสาร์มาสองปีแล้ว วันแรกที่เธอกลับไปหลังหายไปสามสัปดาห์ ครูทักว่า "ไหล่ซ้ายดีขึ้นยังคะ ครั้งก่อนบอกว่าตึง วันนี้เดี๋ยวครูปรับท่าให้นะ"
สองร้านนี้อธิบายเรื่องสมาชิกและแต้มสะสมได้ดีกว่าตำราการตลาดเล่มไหน แต้มไม่ได้ทำให้ลูกค้ากลับมา สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาคือความรู้สึกว่าร้านนี้จำเขาได้
แต้มสะสมมีผลแค่ตอนที่รางวัลอยู่ใกล้
แต้มสะสมทำงานได้ดีกับของที่ซื้อบ่อยและซื้อที่ไหนก็ได้ กาแฟแก้วละไม่กี่สิบบาท ซื้อเกือบทุกวัน สะสมสิบแก้วใช้เวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ รางวัลอยู่ใกล้พอที่ลูกค้าจะเลือกร้านเดิมเพื่อเก็บให้ครบ
ร้านบริการไม่ได้เป็นแบบนั้น ลูกค้าทำผมราวเดือนละครั้งหรือห่างกว่านั้น ทำครบสิบครั้งก็เกือบปี รางวัลที่อยู่ไกลขนาดนั้นไม่ได้อยู่ในหัวลูกค้าตอนตัดสินใจว่าเดือนนี้จะไปร้านไหน สิ่งที่อยู่ในหัวคือครั้งก่อนออกมาเป็นยังไง และช่างคนนั้นเข้าใจสิ่งที่เขาอยากได้หรือเปล่า
แต้มยังมีอีกด้านที่ร้านไม่ค่อยคิดถึง พอทุกร้านมีบัตร บัตรของร้านเราก็เป็นแค่อีกใบในกระเป๋าสตางค์ มันไม่ได้ทำให้ร้านต่างจากร้านอื่น มันทำให้ร้านเหมือนร้านอื่น
สิ่งที่ดึงลูกค้ากลับมา คือร้านจำเขาได้
ลองนึกถึงร้านที่ตัวเองกลับไปซ้ำ ๆ โดยไม่ต้องมีใครชวน ส่วนใหญ่มีเรื่องเล็ก ๆ คล้ายกัน เขาเรียกชื่อเราถูก จำได้ว่าเราไม่ชอบคุยระหว่างทำ จำได้ว่าครั้งก่อนตัดสั้นไปนิด ครั้งนี้เลยเผื่อไว้
ในฟิตเนส ความรู้สึกนี้ชัดมาก สมาชิกที่เทรนเนอร์จำได้ว่าเจ็บเข่า จำได้ว่าเป้าหมายคือวิ่งงานแรกให้จบ และทักไปเมื่อเขาหายไปสองสัปดาห์ มักอยู่ต่อนานกว่าสมาชิกที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไป เรื่องนี้ไม่ต้องเปิดงานวิจัยก็เห็น แค่ลองนึกว่าเราเลิกไปยิมไหนมาบ้าง และตอนนั้นมีใครทักมาไหม
ความจำแบบนี้ไม่มีต้นทุนเป็นเงินเลย มันต้องการแค่ว่ามีคนจดไว้ และมีคนเปิดดูก่อนลูกค้ามาถึง
สมาชิกที่ดี ให้ความสะดวกก่อนให้ส่วนลด
ระบบสมาชิกที่ลูกค้าใช้แล้วรู้สึกคุ้ม มักไม่ได้อยู่ที่เปอร์เซ็นต์ส่วนลด แต่อยู่ที่ชีวิตง่ายขึ้น ลองคิดกับฟิตเนสสมมติที่ขายคลาสละ 400 บาท หรือแพ็กสิบคลาส 3,500 บาท ลูกค้าประหยัดไป 500 บาทก็จริง แต่สิ่งที่ทำให้เขาซื้อแพ็กถัดไปคือไม่ต้องจ่ายเงินทุกครั้ง จองคลาสได้ทันที และรู้ว่าเหลืออีกกี่ครั้งโดยไม่ต้องถาม
ร้านเสริมสวยก็เหมือนกัน สมาชิกที่ได้จองคิวเย็นวันศุกร์ก่อนคนอื่น หรือได้ช่างคนเดิมทุกครั้ง ได้สิ่งที่ลูกค้าประจำอยากได้จริง ๆ มากกว่าส่วนลดเพิ่มอีกห้าเปอร์เซ็นต์
ข้อควรระวังของแพ็กเกจคือร้านต้องนับให้ตรง ถ้าลูกค้าจำว่าเหลือสามครั้งแต่สมุดของร้านเขียนว่าสอง ความรู้สึกดีที่สะสมมาทั้งปีหายไปได้ในบทสนทนาเดียว
ถ้าจะทำแต้ม ให้รางวัลอยู่ใกล้พอให้มองเห็น
ไม่ได้แปลว่าแต้มสะสมใช้ไม่ได้เลย ร้านที่ทำแล้วได้ผลมักออกแบบต่างจากบัตรสิบช่องในลิ้นชัก
รางวัลแรกมาถึงเร็ว ครั้งที่สามหรือครั้งที่ห้า ไม่ใช่ครั้งที่สิบ ลูกค้าที่ได้รางวัลแรกไปแล้ว จะเริ่มเชื่อว่าระบบนี้มีอยู่จริง
รางวัลเป็นประสบการณ์ นวดต่ออีกสิบห้านาที ลองทรีตเมนต์ตัวใหม่ คลาสพิเศษกับเทรนเนอร์ ของแบบนี้ร้านมีต้นทุนไม่มาก แต่ลูกค้าจำได้นานกว่าส่วนลดห้าสิบบาท
ไม่ต้องพกบัตร ผูกแต้มไว้กับเบอร์โทรหรือชื่อลูกค้า ร้านเปิดดูเองได้ บัตรที่อยู่ที่บ้านไม่ได้ช่วยใคร
และแต้มควรทำงานคู่กับความจำของร้าน ไม่ใช่มาแทนมัน ลูกค้าที่ได้รางวัลจากร้านที่จำชื่อเขาไม่ได้ ก็ยังรู้สึกเป็นแค่บัตรใบหนึ่งในลิ้นชักสองร้อยใบ
ความจำของร้าน ต้องไม่อยู่ในหัวพนักงานคนเดียว
ครูโยคะที่จำไหล่ซ้ายของลูกค้าได้ จำได้เพราะสอนคนไม่เยอะ พอร้านโตขึ้น มีเทรนเนอร์ห้าคน มีช่างสามคน ความจำแบบนั้นจะไปอยู่ในหัวใครคนใดคนหนึ่ง วันที่เขาลาออก ลูกค้าก็รู้สึกเหมือนต้องเริ่มใหม่กับร้าน และหลายคนตามคนนั้นไปเลย
ทางแก้คือจดความจำนั้นไว้กับชื่อลูกค้า ครั้งก่อนทำอะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร เป้าหมายคืออะไร แพ็กเหลือกี่ครั้ง แล้วให้คนที่จะดูแลลูกค้าคนนั้นเปิดอ่านก่อนเขามาถึง ห้านาทีก่อนนัดก็พอ การเก็บข้อมูลแบบนี้ต้องทำให้ถูกหลักกฎหมายด้วย อ่านต่อได้ที่เก็บข้อมูลลูกค้ายังไงให้ใช้ต่อได้และถูก PDPA
พอมีบันทึกแล้ว การทักลูกค้าที่หายไปก็กลายเป็นเรื่องที่ทำได้จริง และเป็นข้อความที่ลูกค้าอยากอ่าน เพราะมันพูดถึงตัวเขา ไม่ได้พูดถึงโปรโมชัน
ร้านที่ทำระบบจองคิวกับ woowey ลูกค้าเลือกคนที่อยากให้ดูแลได้เองตอนจอง ได้ข้อความเตือนนัดทาง LINE และรายชื่อลูกค้าถูกเก็บไว้ที่เดียว ร้านเริ่มสร้างความรู้สึกว่าจำลูกค้าได้จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องเริ่มจากบัตรกระดาษ ภาพรวมของงานหลังร้านทั้งหมดอยู่ในระบบหลังร้านที่ธุรกิจบริการควรมี
บัตรสองร้อยใบในลิ้นชักคงไม่ต้องทิ้ง แต่ครั้งหน้าที่ลูกค้าพูดว่าลืมบัตรไว้ที่บ้าน ร้านอาจตอบได้ว่า "ไม่เป็นไรค่ะ ครั้งก่อนตัดสั้นไปนิด ครั้งนี้เผื่อไว้ให้นะคะ" และประโยคนั้นคือสิ่งที่ลูกค้าจะนึกถึงตอนตัดสินใจว่าเดือนหน้าจะไปร้านไหน
คำถามที่พบบ่อย
บัตรสะสมแต้มทำให้ลูกค้ากลับมาจริงไหม
ช่วยได้บ้างถ้ารางวัลอยู่ใกล้ แต่สำหรับร้านบริการที่ลูกค้ามาไม่บ่อย แต้มอย่างเดียวมักไม่พอ สิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมาคือบริการที่ดีและความรู้สึกว่าร้านจำเขาได้
ร้านเสริมสวยควรทำระบบสมาชิกแบบไหน
แบบที่ให้ความสะดวกกับลูกค้าประจำ เช่น ได้จองช่วงเวลายอดนิยมก่อน ได้ช่างคนเดิม หรือแพ็กเกจที่ไม่ต้องจ่ายทุกครั้ง มากกว่าส่วนลดเปอร์เซ็นต์เล็ก ๆ
ฟิตเนสทำยังไงให้สมาชิกอยู่ต่อ
จดเป้าหมายและข้อจำกัดของสมาชิกแต่ละคนไว้ ให้เทรนเนอร์เปิดดูก่อนเจอ และทักไปเมื่อสมาชิกหายไปนานผิดปกติ สมาชิกที่รู้สึกว่ามีคนสังเกตมักอยู่ต่อนานกว่า
แต้มสะสมควรให้รางวัลเมื่อไหร่
รางวัลแรกควรมาถึงเร็ว เช่น ครั้งที่สามถึงห้า ไม่ใช่ครั้งที่สิบ ลูกค้าจะเห็นว่ารางวัลมีจริง และควรผูกแต้มกับเบอร์โทร ลูกค้าจะได้ไม่ต้องพกบัตร
ทีม woowey
ทีมที่ทำเว็บและระบบให้ธุรกิจ
เราทำเว็บไซต์ ระบบจองคิว ร้านค้าออนไลน์ และระบบหลังบ้านให้ธุรกิจไทย แล้วดูแลต่อทุกเดือน บทความในนี้มาจากสิ่งที่เราเจอจริงตอนทำงานกับร้านต่าง ๆ
อยากให้ร้านคุณมีแบบนี้ไหม บอกเรา
พิมพ์สิ่งที่อยากได้ได้เลย ทีม woowey ทำเว็บและระบบให้ แล้วดูแลต่อทุกเดือน
อ่านต่อ
ระบบหลังร้านลูกค้าจองคิวแล้วไม่มา: คิวว่างที่ร้านเสียเงินไปโดยไม่รู้ตัว
บ่ายสองวันเสาร์ คิวที่ดีที่สุดของสัปดาห์ ลูกค้าไม่มา ไม่ทัก เรื่องที่ร้านรับนัดแทบทุกร้านเคยเจอ ทำไมมันเกิด เงินหายไปเท่าไหร่ และร้านที่ไม่ค่อยเจอปัญหานี้ทำอะไรต่างออกไป
ระบบหลังร้านควรเก็บมัดจำตอนลูกค้าจองคิวไหม: มัดจำคือข้อตกลง ไม่ใช่บทลงโทษ
ห้าทุ่มคืนวันอาทิตย์ หลังลูกค้าเบี้ยวนัดเป็นรายที่สามของสัปดาห์ เจ้าของร้านพิมพ์ประกาศเก็บมัดจำทุกคิว ประกาศนั้นแก้ปัญหาได้ แต่ก็สร้างปัญหาใหม่ที่หลายร้านไม่ทันคิด
ระบบหลังร้านระบบหลังร้านสำหรับธุรกิจบริการ: วันที่ทุกคำถามต้องรอเจ้าของคนเดียว
สองทุ่ม เจ้าของร้านเพิ่งได้นั่งกินข้าว แต่โทรศัพท์สั่นไม่หยุด เพราะทุกคำถามในร้านต้องรอคนคนเดียวตอบ วันนั้นแหละคือวันที่ร้านต้องมีระบบหลังร้าน และนี่คือวิธีเริ่มทีละเรื่อง